สาเหตุหนึ่งของการเกิดสิวเนื่องจากเซลล์ผิวที่ตายแล้วไม่ผลัดออกไปจากผิว ทำให้อุดตันรูขุมขน นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราต้องหาผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิว เพื่อช่วยให้ร่างกายเราผลัดผิวเก่าออกไปทุกวันเหมือนสมัยที่เรายังเด็ก
ให้ลองดูผิวของเด็กทั่วไปจะไม่มีปัญหาริ้วรอย สิว รอยหมองคล้ำ เนื่องจากว่าเซลล์ผิวเก่าถูกผลัดออกไปเป็นประจำทุกวัน เมื่ออายุเรามากขึ้นเซลล์ผิวพวกนี้จะเกาะติดกันไม่ผลัดออกเหมือนอย่างเคย เป็นสาเหตุให้เกิดสิว รอยหมองคล้ำตามมา
แมนเดลิคเอซิด หนึ่งใน AHA ที่ได้จาก Almonds ซึ่งเป็น AHA เกรดดีชนิดหนึ่ง ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้ ทำให้ผิวชุ่มชื้น
มีการเริ่มใช้ AHA กับผิวตั้งแต่ปี 1990 เพื่อช่วยให้สภาพผิวดีขึ้น ริ้วรอยลดลง แต่ปัญหาอย่างหนึ่งของ AHA ทั่วไป คือไม่ใช่ทุกคนที่สามารถใช้ได้ เพราะส่วนใหญ่ใช้แล้วจะระคายเคือง ในบางคนใช้แล้วผิวอาจดูหมองคล้ำขึ้น
ต่อมา Dr. Jame E. Fulton ผู้คิดค้น Retin A เริ่มนำ Mandelic Acid มาใช้กับผิวและได้กล่าวไว้ว่า ไม่มี AHA ตัวไหนที่ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ดีเท่ากับ Mandelic acid อีกทั้งไม่ทำให้ระเคืองเคืองเพราะโมเลกุลที่ใหญ่กว่า AHA ตัวอื่น ทำให้ mandelic acid ถูกนำมาใช้กับคนเป็นสิวหรือคนที่สิวขึ้นง่ายอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ
หลักการทำงานของ Mandelic acid จะเข้าไปทำลายโปรตีนที่ตายแล้วและจับยึดอยู่บนผิวเรา คล้ายกับกาวซึ่งยึดเอาเซลล์ผิวที่ตายแล้วเข้าไว้ด้วยกันให้หลุดออก เมื่อเซลล์ผิวเราไม่ถูกกาวเหล่านี้ยึดกันไว้ เซลล์ผิวก็จะถูกผลัดออกไปอย่างง่ายดาย ช่วยทำให้เผยผิวใหม่ ผลัดเซลล์ผิวเก่าเป็นประจำทุกวัน หลายคนที่ใช้จึงเห็นว่าผิวหน้าขาวใสขึ้น สิวและรอยสิวน้อยลง โดยที่่สามารถใช้เป็นประจำทุกวันไม่ทำให้เกิดอันตราย ระคายเคืองหรือแพ้แต่อย่างใด
เป็นอีกทางเลือกหนึ่งนอกจากการใช้ Glycolic acid ที่ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองในผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย และไม่ทำให้ผิวคล้ำมากขึ้น - - เนื่องจากเป็นสูตรที่คิดค้นขึ้นมาให้เหมาะสมกับผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย หรือในผู้ที่ไม่สามารถใช้ AHA (Alpha Hydroxy Acid) หรือในผู้ที่ไม่สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Glycolic acid ได้
ใช้หลังจากการทำเลเซอร์ หรือการทำ Dermabrasion ได้ - - การทำเลเซอร์และ Dermabrasion นั้นเพื่อให้ชั้นผิวที่ตายแล้วหลุดลอกออกหลาย ๆ ชั้น หากใช้ mandelic serum หลังจากการทำเลเซอร์หรือ Dermabrasion ก็จะเป็นการป้องกันการก่อตัวสะสมของชั้นผิวที่ตายแล้ว และคงความอ่อนเยาว์ เปล่งปลั่งของผิวให้ยาวนานต่อไป
ฝ้ากระ, รอยด่างดำจากผิวอักเสบ, รอยแตกลายจากการตั้งครรภ์ - - Mandelic serum นี้ ให้ผลดีเยี่ยมด้วยสูตรที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญในการแก้ปัญหาฝ้ากระ, รอยด่างดำจากผิวอักเสบ และรอยแตกลายจากการตั้งครรภ์ ผลิตภัณฑ์นี้มั่นใจได้ว่าไม่ทำให้ระคายเคืองผิวและปลอดภัยสามารถใช้ได้ที่ บ้านตามปกติ แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณสามารถแนะนำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในการรักษาปัญหาผิวต่าง ๆ ร่วมกันกับ mandelic serum ได้
ให้ผิวทั่วเรือนร่างกลับสดใส เปล่งปลั่ง มีชีวิตชีวา - - ด้วยการใช้ mandelic serum ร่วม กับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวยี่ห้ออื่น ๆ ได้ เพื่อช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้กับผิวหน้า ลำคอ และหน้าอก และยังช่วยดูแลผิวหลังมือ แขน ขา และเท้า ด้วยขั้นตอนการผลัดเซลล์ผิวที่ดีเยี่ยม อ่อนโยน ไม่ระคายเคือง ทำให้ผิวเนียนนุ่ม และปรับโครงสร้างผิวให้ดีขึ้น จึงช่วยขจัดริ้วรอยที่เกิดจากการทำลายของแสงแดดและริ้วรอยที่เกิดจากอายุมาก ขึ้น
ปัญหาผิวต่าง ๆ, สิว, Rosacea - - mandelic serum เป็น ผลิตภัณฑ์ที่ให้คุณประโยชน์ในการรักษาผิวมัน และผิวที่เป็นสิวได้ง่าย ช่วยขจัดสิวเสี้ยน สิวอุดตัน ซึ่งเกิดจากการอุดตันของรูขุมขน และยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้ดีในการรักษาผิวที่เป็น Rosacea และโรคผิวหนังประเภทเนื้อเยื่ออักเสบ เนื่องจากมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
Mandelic serum นั้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผู้ใหญ่เท่านั้น? - ไม่ ใช่ ผลิตภัณฑ์นี้ให้ผลดีเยี่ยมในการรักษาสิวในวัยรุ่น เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ง่ายไม่ยุ่งยาก เพื่อช่วยให้คุณมีผิวสุขภาพดีสดใส เปล่งปลั่ง ใช้เป็นผลิตภัณฑ์ประจำวันได้ตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น
Mandelic serum นั้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่กำลังตั้งครรภ์? - ถูก ต้อง ในความเป็นจริงแล้วผลิตภัณฑ์นี้แพทย์ผิวหนังมักแนะนำให้ใช้เพื่อรักษาผิวลาย จากการตั้งครรภ์และสิวฮอร์โมนที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์ด้วย
ใครบ้างที่สามารถใช้และได้รับประโยชน์จาก mandelic serum? - ผลิตภัณฑ์ นี้ให้คุณโยชน์กับทุกคน เป็นสูตรที่มีความพิเศษเพื่อความปลอดภัยในการใช้ และไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองเมื่อใช้ในผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย หรือผิวเป็นสิวง่าย เป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่เหมาะกับทุกคน การใช้ mandelic serum อย่างต่อเนื่องจะให้ผลที่ดีเยี่ยมสำหรับปัญหาผิวต่าง ๆ ดังต่อไปนี้: ฝ้ากระ, Rosacea, สิว, ริ้วรอยบาง ๆ, รอยแตกลายจากการตั้งครรภ์, รูขุมขนกว้าง และจุดด่างดำที่เกิดจากการตากแดด
ใช้ผลิตภัณฑ์นี้แล้วสามารถเผชิญหน้ากับแสงแดดได้หรือไม่ ? - ได้ แต่ปกติแล้วการออกไปเผชิญกับแสงแดดก็ควรทาผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดเสมอ เพื่อปกป้องผิวไม่ให้แก่ก่อนวัย และเซลล์ผิวที่บอบบางที่อยู่ชั้นนอก จึงควรใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปกป้องผิวก่อนเผชิญหน้ากับแสงแดด
จะเป็นอย่างไร หากเข้ารับการรักษาผิวด้วยเลเซอร์ หรือลอกผิวด้วยเคมี? - การรักษาผิวหน้าที่ได้รับความนิยมเช่นการทำเลเซอร์ หรือการลอกผิวด้วยเคมีนั้น ภายหลังจากการทำแล้ว ควรใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่เหมาะสม เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์นี้ร่วมด้วยก็จะให้ผลดีที่สุดและผลที่ได้จากการทำเลเซอร์ หรือลอกผิวด้วยเคมีนั้นอยู่ได้นานยิ่งขึ้น
Mandelic serum นี้ให้ผลดีจริงหรือไม่ อย่างไร? - ผลิตภัณฑ์ นี้ทำงานโดยการทำให้โปรตีนที่มีลักษณะเป็นกาวที่ยึดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้ แยกออก และเปิดให้เซลล์ผิวใหม่เติบโตออกมาได้เร็วขึ้น ในช่วงสัปดาห์แรก ๆ ของการใช้ผลิตภัณฑ์อาจสังเกตเห็นว่าผิวลอกเป็นขุยแต่จะไม่มีอาการแสบหรือคัน ผิว นั่นเป็นการแสดงให้เห็นว่าได้มีการหลุดลอกของชั้นเซลล์ผิวเก่าออกมาแล้ว
เมื่อใดจึงจะเริ่มเห็นผลจากการใช้ผลิตภัณฑ์นี้? - ผลิตภัณฑ์ นี้จะเริ่มทำงานทันทีที่ใช้ โดยทั่วไปจะสังเกตเห็นผลได้ภายในสองสัปดาห์แรกเมื่อใช้อย่างต่อเนื่อง แต่จะเห็นผลได้อย่างชัดเจนเต็มที่เมื่อใช้ได้ 8 สัปดาห์เป็นต้นไป
ควรใช้ผลิตภัณฑ์นี้ยาวนานเพียงใด? - ผลิตภัณฑ์นี้ออกแบบมาเพื่อให้ใช้ได้ตลอดตราบเท่าที่คุณยังต้องใช้ผลิตภัณฑ์ ดูแลผิว ตราบเท่าที่ยังใช้ผลิตภัณฑ์นี้อยู่ ผิวของคุณจะคงความสดใส อ่อนเยาว์ เปล่งปลั่ง ดุจผิวเด็ก
ผู้ที่เหมาะกับผลิตภัณฑ์นี้ 1. คนที่ผิวหน้าหมองคล้ำ
2. ผู้ที่เป็นสิวอุดตัน
3. คนที่เป็นสิวอักเสบควรใช้คู่กับยาที่ได้จากหมอหรือร้านขายยา เพื่อให้ผลที่เร็วขึ้น
4. เหมาะกับคนที่ผิวมัน
ความแตกต่างของ Mandelic Acid กับ Glycolic Acid
โมเลกุล Mandelic Acid:
- มีค่าความคงตัวของเคมีที่เสถียร (pK 3.41) มากกว่า Glycolic Acid (pK 3.83) ที่ 25°C
- มีขนาดใหญ่ (C8) กว่าโมเลกุลของ Glycolic Acid (C2)
- มีคุณสมบัติต้านเชื้อจุลินทรีย์ แบคทีเรีย
- ถูกดูดซึมเข้าสู่ชั้นผิวหนังกำพร้าอย่างช้า ๆ และดูดซึมได้มากกว่า Glycolic Acid
- ไม่รบกวนกระบวนการสร้างเม็ดสีผิว
- ไม่ก่อให้เกิดการอักเสบของผิวและรอยดำ, การสร้างเม็ดสีผิวมากเกินไป
-
ช่วยฟื้นฟูผิวได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนในกรณีของผู้ที่เป็นฝ้า,
รอยแดง-ดำหลังการอักเสบ การสร้างเม็ดสีผิวมากเกินไปและจุดด่างดำบนผิวหนัง
- ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือผื่นแดง ซึ่งมักพบได้ในการใช้ Glycolic Acid 30-70%
- การใช้ Mandelic Acid ในการผลัดเซลล์ผิวนั้น ไม่ก่อให้เกิดผื่นแดง, สะเก็ดผิว หรือผิวบวมพุพอง
- ให้ผลปลอดภัยในผู้ที่มีผิวคล้ำ เมื่อเทียบกับการใช้ Glycolic Acid และ Tretinoin
ทำไมการใช้ Mandelic Acid เพื่อรักษาผิวจึงเป็นที่น่าสนใจ?
Methenamin นั้นไม่เป็นพิษ
- หากกลืนกินเข้าไป จะถูกดูดซึมและขับออกทางปัสสาวะ
- ใช้ปฏิกิริยาย่อยสลายโดยใช้น้ำ ระดับการฆ่าเชื้อแบคทีเรียจาก methenamin จะสูงขึ้นอย่างรวดเร็วไปถึง pH 5.0-5.5
Mandelic
Acid นั้นเป็นผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวที่ให้ผลดีและมีโครงสร้างโมเลกุลใหญ่
แต่ให้ผลในการแทรกซึมสู่ผิวได้เท่าๆกับ Glycolic Acid
- ช่วยป้องกันการอักเสบ และการระคายเคืองที่มักพบว่าเกิดขึ้นได้บ่อย ๆ เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวตัวอื่น ๆ ในกลุ่ม AHAs
Mandelic Acid (โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ความเข้มข้น 30% และ 45%)
- ช่วยเร่งกระบวนการสร้างเซลล์ผิวให้กลับสู่สภาพปกติ
- ช่วยกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน
- ช่วยฟื้นฟูไฟเบอร์อิลาสตินในชั้นหนังแท้
- ให้ชีวิตใหม่กับผิวบอบบางแพ้ง่าย
การ
เปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนนั้นเป็นสาเหตุแรกของปัญหาการสร้างเม็ดสีผิวมากเกินไป
ทำให้ผิวคล้ำขึ้น ในผู้ที่มีผิวคล้ำ ไม่ว่าจะเกิดจากการตั้งครรภ์
การรับประทานยาคุมกำเนิด
หรือการรับประทานฮอร์โมนเอสโตรเจนในช่วงหมดประจำเดือน
กระบวนการก่อตัว
ของเม็ดสีผิวนั้นเริ่มขึ้นที่เซลล์ผิวชั้นลึก
ที่ที่พันธุกรรมสร้างเอนไซม์ที่ชื่อว่า Tyrosinase หลังจากนั้น
เคมีก็จะเริ่มตกลง Tyrosinase ก็จะเปลี่ยน Tyrosine ให้เป็น dopa
ซึ่งจะเปลี่ยนเป็น dopaquinone (ตัวชักนำให้เกิดการสังเคราะห์ melanin)
และ dopaquinone ก็จะสร้างทั้งเม็ดสีน้ำตาล-ดำ ที่เรียกว่า “eumelanin”
หรือ สีเหลือง-แดง ที่เรียกว่า “pheomelani”
เม็ดสีเมลานินทั้งสองชนิดนี้เกิดขึ้นเป็นส่วนเล็ก ๆ
ภายในโครงสร้างที่เรียกว่า melanosomes
ซึ่งจะถูกส่งต่อไปยังเซลล์ผิวชั้นหนังกำพร้าที่อยู่ด้านบนสุด
การสังเกต
การณ์แสดงให้เห็นว่า การใช้ Mandelic Acid เพื่อการดูแลผิวนั้น
จะช่วยปรับสภาพผิวที่มีการผลิตเม็ดสีมากเกินไป และเราเริ่มที่จะใช้
Mandelic Acid ในการรักษาฝ้า
กลไกการออกฤทธิ์ในการลดการสร้างเม็ดสีนั้นยังไม่แน่ชัดนัก
แต่สันนิษฐานว่าจะไปรบกวนการทำงานของ tyrosinase ซึ่งคล้ายกันกับ Ascorbic
Acid